ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ เครื่องดนตรีไทย :AO  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ตุลาคม 06, 2018, 08:38:10 AM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2568
    • ดูรายละเอียด

ยุคจังหวัดสุโขทัย

คนประเทศไทยมีความสนุกกับการเล่นดนครีแล้วก็ร้องกันมากมายตามที่ปรากฏในหลักแผ่นจารึกบิดาขุนรามคำแหงหลักที่ พนันออนไลน์ 1 ว่า "ดบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ คนใดกันจะมักเล่น เล่น ผู้ใดกันจะมักหัว หัว คนไหนกันแน่จะมักเลื้อน เลื้อน" ซึ่งแลป่าดงถึงการบรรเลงดนตรีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีชนิดตี เป่า ดีด รวมทั้งสีหมายถึงกลอง ปี่ พิณ แล้วก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีทีมีสายไว้สีได้ นอกนั้นยังมีหลักฐานของล้านนาไทยที่มีศิลปวัฒนธรรมร่วมยุคกันในหลักแผ่นจารึกในวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ที่จารึกไว้ว่า "ให้ถือกระทงข้างตอกดอกไม้ไต้เทียน ตีพาทย์ดังพิณฆ้องกลอง ปี่สรไนพิสเนญชัยทะเทียดกาหลแตรสังมาลย์กังสดาล มรทงค์ป่าดงเดือด เสียงเยี่ยมเสียงกังวาน ทั้งคนร้องโห่อื้อดาสรท้าทายนทั่งทั้งยังนครหริภุญชัย แล" ซึ่งแสดงถึงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีร้องเพลงในวงดนตรี และก็สามัญชนเอามาเล่นเพื่อความสนุกสนานร่าเริงรื่นเริงกัน โดยเหตุนั้นก็เลยสามารถเอ่ยถึงอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีไทยในยุคจังหวัดสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยในยุคนั้น เช่น วงแตรสังข์ ที่ใช้ร้องเพลงในพิธีต่างๆมีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีแตรลำโพง แตรงอน ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ รวมทั้งมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องห้ามี ปี่ใน ฆ้องวง กลองสองหน้า กลองทัด และก็ฉิ่ง นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีอย่างเช่น พิณ รวมทั้งซอสามสาย อยู่ในยุคนั้นอีกด้วย
ยุคอยุธยา

เป็นตอนที่บ้านเรือนมีสงครามอยู่ตลอดระยะเวลา ก็เลยทำให้ดนตรีไทยไม่รุ่งเรืองก้าวหน้ามากสักเท่าไรนัก ยังคงมีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีในวงพิณพาทย์ เครื่องห้าเหมือนเดิม กระทั่งมาเพิ่มระนาดเอกวันหลังในตอนท้ายยุคอยุธยา ส่วนวงดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคนั้น อาทิเช่น วงมโหรี ที่ร้องเพลงโดยเพศหญิง เพื่อเห่กล่อมมอบให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน มีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรับ รำมะนา ขลุ่ยแล้วก็ฉิ่ง แม้กระนั้นถัดมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีของมอญมาผสมแทนกระจับปี่ เพื่อทำนองได้ประณีตรวมทั้งเพราะกว่า รวมทั้งวงเครื่องสาย มีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และก็ฉิ่ง
ยุคจังหวัดธนบุรี

มีวงดนตรี 3 ชนิด เหมือนกับยุคอยุธยาเป็นวงพิณพาทย์ วงมโหรี รวมทั้งวงเครื่องสาย แม้กระนั้นมีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีของชาติต่างๆเข้ามาในประเทศไทยหลายแบบ ดังปรากฏในแผนการของพระราชาในยุคนั้นว่า “ทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้ปี่พาทย์ไทย ปี่พาทย์มอญ วงมโหรีไทย ฝรั่ง วงมโหรีญวน เขมร หมุนเวียนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานฉลองพระแก้วมรกตฯลฯ
ยุครัตนโกสินทร์

ภาควิชาละครแล้วก็วงพิณพาทย์ไทยยุครัตนโกสินทร์ พนันออนไลน์

มีความเจริญรุ่งเรืองทางดนตรีมากมาย เริ่มจากยุครัชกาลที่ 1 ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงพิณพาทย์เป็น 2 ลูก และก็เพิ่มระนาดในวงมโหรีพิณพาทย์อีก 1 ราง ถัดมาในยุครัชกาลที่ 2 เริ่มมีพิณพาทย์เล่นเพลงประกอบกลอนเสภา ก็เลยได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ลดลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบกิจการเล่นเพลงประกอบกลอนเสภา แล้วก็ได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย ในยุครัชกาลที่ 3 มีผู้ผลิตระนาดทุ้มและก็ฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้มีการเกิดวงพิณพาทย์เครื่องคู่ขึ้นในยุคนั้น ซึ่งมีอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีระนาดคราวเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นระนาดเอก เพื่อเข้าคู่กับระนาดแบบใหม่ ที่เพิ่มราง 1 ราง และก็สร้างขนาดใหญ่เรียกว่า ระนาดทุ้ม รวมทั้งฆ้องวงใหญ่ เพื่อเข้าคู่กับฆ้องวงเล็กที่สร้าง ขนาดเล็กลงเรียกว่า ฆ้องวงเล็ก นอกเหนือจากนี่ยังมีการนำปี่นอกเข้ามาผสมเข้าคู่กับปี่ใน แล้วก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีเดิมเป็นกลองสองหน้า กลองทัดรวมทั้งฉิ่งดังเช่นว่าเดิม และก็มีวงมโหรีเครื่องคู่เกิดขึ้น โดยมีการนำระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก แล้วก็ขลุ่ยหลีบ ให้เข้าคู่กับอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีที่มีอยู่เดิม ในยุครัชกาลที่ 4 วงพิณพาทย์มีความเจริญรุ่งเรืองมากมาย โดยนายจ้าง เจ้าขุนมูลนาย เจ้าหน้าที่รัฐ ต่างก็มีวงพิณพาทย์ประจำบ้านกัน รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นปักผมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงความคิดให้นำลวดเหล็กเล็กๆที่ดูจากนาฬิกาจัดโต๊ะที่กลไกด้านในมีลวดเส้น เล็กๆสั้นบ้างยาวบ้าง ปักเรียงกันถี่ๆเป็นวงกลมเหมือนหวีกึ่งกลางมีแกนหมุนและก็เหล็กเขี่ยเส้นลวดเหล็กพวกนั้นผ่านไปรอบๆที่ท่านทรงเรียกว่า นาฬิกาเขี่ยหวี ซึ่งมีเสียงดังกังวานมาสร้าง เป็นระนาดทุ้มเหล็ก รวมทั้งระนาดเหล็กที่เล็กมากยิ่งกว่าและก็มีเสียงสูงขึ้นยิ่งกว่า มาเพิ่มเข้าในวงพิณพาทย์ และก็เรียกวงพิณพาทย์นี้ว่า วงพิณพาทย์เครื่องใหญ่ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรี ระนาดทุ้มเหล็กแล้วก็ระนาดเอกเหล็กที่ทำด้วยทองบรอนซ์เรียกว่า ระนาดทองคำ และก็นำซอด้วงและก็ซออู้มาผสมในวงมโหรีด้วยเรียกว่า วงมโหรีเครื่องใหญ่ ในยุครัชกาลที่ 5 ได้กำเนิดวงพิณพาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์คุณเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงปรับแต่งขึ้นเพื่อร้องเพลงประกอบละครวงพิณพาทย์นี้โด่งดังเพราะนุ่มนวลกว่า เนื่องจากได้ดัดอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีที่มีเสียงดังมากมาย เสียงสูงแล้วก็เสียงเล็กแหลมออกจนกระทั่งหมด และก็ระนาดเอกก็ตีด้วยไม้นวม และยังนำฆ้องชัยหรือฆ้องหุ่ยมา 7 ลูก เทียบเคียงเสียงเรียงลำดับตีตัวออกห่างๆคล้ายกับ เบสของฝรั่ง เพิ่มเข้ามา ในยุครัชกาลที่ 6 การดนตรีมีความรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทรงกรมมหรสพ กรมสั่งการ กรมโขนหลวง กรมปี่พาทย์หลวงกลองเครื่องสายฝรั่งหลวง และก็กรมช่างมหาดเล็ก สำหรับสร้างแล้วก็ซ่อมแซมสิ่งที่เป็นศิลป์ต่างๆแล้วก็ท่านยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องพิณพาทย์แต่งแต้มมุกแล้วก็แต่งแต้มงาขึ้น 2 ชุด เสริมแต่งเป็นลวดลายงาม มีอักษรพระปรมาภิไธย มัธยมว. ซึ่งงามมีค่ายิ่ง ในยุครัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจับกลุ่มเครื่องสาย ส่วนพระองค์ขึ้น โดยท่านทรงซอด้วง และก็พระบรมราชินีทรงซออู้ พร้อมกับนายจ้างอีกหลายท่าน อยู่ในวงนั้น ยิ่งไปกว่านี้ ท่านยังทรงพระราชนิพนธ์ เพลงราตรีกาลประดับประดาดาว เถา เพลงเขมรละออองค์ เถา และก็เพลงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น ถัดมาเมื่อข้างหลังความเคลื่อนไหวการปกครอง ในปี พุทธศักราช 2475 การดนตรีไทยได้เสื่องลงอย่างช้าๆ กระทั่งมาถึงข้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว ก็เลยได้มีการฟื้นฟูดนตรีไทยขึ้นใหม่ กระทั่งมาถึงเดี๋ยวนี้ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระความรอบรู้สามารถทางดนตรีสากล และก็พระราชนิพนธ์เพลงขึ้นหลายเพลงด้วย แต่ว่าท่านยังทรงสนพระทัยการดนตรีไทย โดยพระราชทานทุน ให้พิมพ์เพลงไทยเป็นโน้ตสากลออกวางขายกระทั่งเป็นที่ชื่นชอบของแวดวงดนตรีทั่วๆไป