ผู้เขียน หัวข้อ: การเลี้ยง ปลาสวยงาม เป็นงานอดิเรก  (อ่าน 5 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 04, 2018, 07:14:37 PM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 84
    • ดูรายละเอียด

๑. ความรู้เกี่ยวกับปลา ปลาเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ ในน้ำ ปกติจะเคลื่อนที่ไปโดยการเคลื่อนไหวของโคนครีบหาง โดยมีครีบอื่นๆ

ช่วยพยุงตัว จมูกของปลาจะใช้เฉพาะในการดมกลิ่น ไม่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ผิวหนังของปลาบาง ชนิดปกคลุมด้วยเกล็ด บางชนิดไม่มีเกล็ด ตำแหน่งและรูปร่างของปาก มีลักษณะแตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบ ซึ่งจะชี้ถึงอุปนิสัยในการกินอาหาร และระดับความลึกของน้ำ ที่ปลาอาศัยอยู่ ปลาหายใจด้วยเหงือก โดยดูดน้ำเข้าไปทางปาก แล้วปล่อยออกผ่านทางเหงือก ออกซิเจนในน้ำจะถูกดูดซึมผ่าน ซี่เหงือกเข้าสู่เลือด ขณะที่ของเสียจะถูก กำจัดออกผ่านเหงือก ปลาบางชนิดมีการ พัฒนาอวัยวะช่วยหายใจ ทำให้สามารถใช้ออกซิเจนจากอากาศที่ฮุบจากผิวน้ำได้โดยตรง ปลาส่วนใหญ่มีถุงลมซึ่งช่วยในการลอยตัว บางชนิดใช้ถุงลมในการสร้างเสียงหรือขยายเสียง ปลามีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นค่อนข้างไว และปกติจะมีปุ่มรับรสพิเศษบริเวณหนวดหรือครีบ ซึ่งช่วยในการหาอาหาร ปลามีเส้นข้างตัวซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกจากการสั่นสะเทือนที่สะท้อนกลับมายังตัวปลา ทำให้ปลาสามารถเดินทางและหาอาหารได้แม้ในที่มืด รูปร่างของปลาแตกต่างกันไปหลายรูปแบบ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำนั้นๆ โดยปกติปลาจะ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาด อย่างไรก็ตาม ปลาแต่ละชนิดสามารถทนทานต่อสารมลพิษ และการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำอื่นๆ แตกต่างกันไป

๒. ตู้ปลาและอุปกรณ์

ตู้กระจกสำหรับเลี้ยงปลาสามารถหา ซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายตู้ปลาและอุปกรณ์ ซึ่งอาจมีการออกแบบขอบตู้ และที่ตั้งตู้ให้สวยงาม อย่างไรก็ตาม การซื้อหรือสั่งทำ ตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรบรรจุน้ำมาก จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการออกแบบความหนาของกระจก และการเชื่อมยึดกระจก เนื่องจากต้องรับน้ำหนักมาก อาจแตกระเบิด และเป็นอันตรายได้ ตู้ปลาอาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแนวยาว หรือรูปจตุรัส หรือทรงสูง บางชนิดอาจออกแบบให้มีส่วนที่จัดทำระบบกรองอยู่ภายในตู้ บางชนิดเป็นเพียงตู้เปล่า เพื่อความสวยงามอาจมีฝาครอบ เพื่อซ่อนระบบไฟส่องสว่างและเครื่องให้อากาศ ปลาสวยงามบางชนิดอาจเลี้ยงในบ่อหรือในอ่าง ซึ่งก็จำเป็นต้องมีระบบกรองน้ำและระบบให้อากาศเหมือนกัน โดยปกติการให้แสงสว่าง แก่ตู้ปลานั้นจะให้แสงจากด้านบน โดยซ่อนหลอดไฟไว้ในฝาครอบ ส่วนอัตราการให้แสง ถ้าใช้หลอดนีออน จะให้ในอัตรา ๑๐ วัตต์ต่อตารางฟุต หากเป็นหลอดทังสเตนให้ในอัตรา ๔๐ วัตต์ต่อตารางฟุต ระยะเวลาการให้แสงควรอยู่ที่ประมาณ ๑๒ – ๑๕ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้พรรณไม้น้ำสามารถเจริญเติบโตได้ดี และลดปัญหาการเกิดสาหร่ายที่เกาะตามกระจก ถ้าเกิดสาหร่ายสีเขียวเกาะตามขอบตู้ แสดงว่าให้แสงมากเกินไป

ส่วนระบบการให้อากาศมีความจำเป็นสำหรับการเลี้ยงปลาตู้ ยกเว้นปลาสวยงามบางชนิด เช่น ปลากัด ที่สามารถเลี้ยงได้โดยไม่ต้องให้อากาศ การให้อากาศเป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอ สำหรับการใช้ของปลา พรรณไม้น้ำ และจุลินทรีย์ที่อยู่ในตู้ ปกติการให้อากาศสามารถทำได้ ๒ วิธี คือ วิธีแรก ใช้เครื่องให้อากาศเป่าลงสู่น้ำในตู้ โดยตรงโดยผ่านท่ออากาศ และใช้หินโปร่งกระจายอากาศ และวิธีที่ ๒ ใช้วิธีให้อากาศในระบบกรอง ในระบบที่ใช้เครื่องสูบน้ำ ขนาดเล็กที่มีท่ออากาศดูดน้ำออกจากเครื่องกรอง เมื่อน้ำถูกดันออกผ่านท่อ ก็จะดึงอากาศลงไปผสมกับน้ำด้วย หรืออาจใช้วิธีสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก เข้าระบบกรองที่มีการติดตั้งวัสดุกรองเป็นชั้นให้น้ำไหลตกลงมา และผสมอากาศลงมาด้วย แต่วิธีนี้ประสิทธิภาพในการเพิ่มออกซิเจนจะค่อนข้างต่ำ

ระบบกรองสำหรับตู้ปลา เป็นระบบที่ช่วยกำจัดเศษอาหารและของเสียสิ่งขับถ่ายจากตัวปลา ซึ่งจะเน่าสลายให้สารพิษ ทำให้ เกิดอันตรายต่อปลา และทำให้น้ำขุ่นมีตะกอน ถ้าไม่มีการเปลี่ยนน้ำหรือดูดตะกอนอย่าง สม่ำเสมอ ก็ต้องใช้วิธีกรองตะกอนและการ กรองแบบชีววิธี เพื่อกำจัดตะกอนและสารพิษพวกแอมโมเนียและไนไทรต์ ระบบกรองที่สมดุลกับปริมาตรน้ำและจำนวนปลา อาจทำให้คงคุณภาพน้ำอยู่ได้ในระยะเวลานานหลายเดือน โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ การกรองตะกอน ส่วนใหญ่จะใช้แผ่นกรองซึ่งเป็น ใยสังเคราะห์หรือทรายเป็นวัสดุกรอง การกรองแอมโมเนียและไนไทรต์ เป็นการบำบัดน้ำโดยใช้ชีววิธี โดยการใส่วัสดุกรองเพื่อให้จุลินทรีย์ที่ใช้แอมโมเนียและไนไทรต์ยึดเกาะ และทำหน้าที่กำจัดแอมโมเนียและไนไทรต์ ในขณะที่น้ำไหลผ่านวัสดุกรอง วัสดุกรองที่ให้แบคทีเรียยึดเกาะ อาจเป็นทราย กรวด หรือวัสดุอื่นๆ ที่มีพื้นผิวยึดเกาะมาก และไม่เป็นอันตรายต่อแบคทีเรีย เช่น พลาสติกรูปแบบต่างๆ โดยปกติจะมีการล้างวัสดุกรองที่ กรองตะกอนสารแขวนลอยเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเน่าเสีย แต่วัสดุที่ให้แบคทีเรียยึดเกาะไม่จำเป็นต้องล้าง ยกเว้นในระบบกรองทรายที่อาจมีการอุดตัน และมีการเน่าของเศษอาหาร และสิ่งขับถ่ายจากปลา

รูปแบบของการกรองสำหรับตู้ปลา แบ่ง เป็น ๒ รูปแบบหลักๆ คือ

๑) การกรองนอกตู้ ใช้ระบบสูบน้ำโดยเครื่องสูบขนาดเล็ก ดึงน้ำออกจากตู้ปลา มาผ่านวัสดุกรอง แล้วไหลกลับเข้าตู้ หรือใช้ระบบการให้อากาศดันน้ำให้ไหลออกจากตู้เข้าเครื่องกรอง แล้วไหลกลับ โดยระบบกาลักน้ำ ตัวเครื่องอาจเป็นภาชนะแบบปิดที่ใส่วัสดุกรอง และประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำ หรือเป็นกล่องเปิดสำหรับใส่วัสดุกรอง ซึ่งอาจเป็นทราย กรวด หรือแผ่นกรอง ที่ทำจากใยสังเคราะห์ ที่แขวนอยู่ข้างตู้ปลา

๒) การกรองภายในตู้ การกรองภายในตู้มีหลายรูปแบบ เช่น อาจเป็นตัวกรองที่ใส่ใว้ในตู้ปลา ใช้ระบบให้อากาศดึงน้ำผ่านวัสดุกรองที่อาจเป็นทราย ฟองน้ำ หรือแผ่นกรองที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งสามารถเอาออกมาล้างทำความสะอาดได้ง่าย หรือเป็นระบบกรองภายในที่ประกอบมากับตู้ปลา โดยการแบ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของตู้ โดยกั้นด้วยกระจกหรือแผ่นพลาสติก ใช้ระบบน้ำล้นจาก ตู้เข้าสู่ระบบกรอง และใช้เครื่องสูบน้ำขนาด เล็กสูบน้ำออกจากระบบกรองไหลกลับเข้าตู้ การจัดระบบกรองภายในอีกวิธีหนึ่ง คือ วิธีที่เรียกว่า การกรองใต้ทราย วิธีนี้จะใช้แผ่นตะแกรงพลาสติกวางที่พื้นตู้ และมีที่สำหรับต่อเชื่อมกับท่อพลาสติก ที่ต่อเป็นแนวตั้งขึ้นมาเหนือระดับน้ำ ตรงโคนของท่อพลาสติกจะมีท่อขนาดเล็ก สำหรับต่อกับเครื่องให้อากาศ บนตะแกรงปูด้วยกรวดและทราย เมื่อให้อากาศ ฟองอากาศจะดันน้ำจากท่อ ทำให้มีการดึงน้ำจากใต้แผ่นกรองขึ้นมา น้ำในตู้ก็จะไหลลงข้างล่างผ่านทราย ตะกอนสารแขวนลอยจะถูกกรองดักอยู่ที่ผิวทราย และถูกย่อยสลาย โดยจุลินทรีย์ แบคทีเรียอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในชั้นทราย ก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนแอมโมเนีย ที่ได้จากการย่อยสลายของสารอินทรีย์เป็นไนไทรต์และไนเทรต ระบบการกรองนี้ ถ้ามีการจัดให้สมดุล จะทำให้คงคุณภาพน้ำไว้ได้นาน ปลาสวยงามบางชนิดที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาจต้องใช้เครื่องทำความร้อนขนาดเล็ก สำหรับตู้ปลาใส่ไว้ในตู้ เครื่องทำความร้อนนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ปลาตู้ อัตราการใช้อยู่ที่ประมาณ ๕๐ วัตต์ต่อน้ำ ๓๐ ลิตร




การเลี้ยง ปลาสวยงาม เป็นงานอดิเรก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/ปลาสวยงาม/