ผู้เขียน หัวข้อ: โรคเก๊าท์ (Gout) อาการ สาเหตุ วิธีการรักษา - สมุนไพร  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

เมษายน 15, 2018, 09:52:33 PM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


โรคเก๊าท์ (Gout)
โรคเก๊าท์เป็นอย่างไร  โรคเก๊าท์ เป็นโรคโบราณที่มีคนบันทึกในรายงานหมอมานับพันปี สมัยฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซึ่งเป็นพ่อการแพทย์สากลของกรีกเมื่อสองพันปีกลาย ก็ได้กล่าวถึงอาการของโรคนี้ และได้เรียกชื่อเป็นศัพท์แพทย์หลายๆชื่อตามตำแหน่งของข้อที่มีลักษณะอักเสบ คำว่า เก๊าท์ (Gout) เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลงมาจากภาษาลาตินว่า Gutta ซึ่งแสดงว่าหยดน้ำ โดยมีผู้คาดคะเนว่า ข้ออักเสบชนิดนี้เป็นผลมาจากพิษ "หยด" เข้าไปอยู่ในไขข้อ ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงสำหรับในการหมอเดี๋ยวนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พิษที่ส่งผลให้เกิดโรคเก๊าท์ก็คือ กรดยูริกในเลือดนั่นเอง
                ส่วนนิยามของโรคเกาต์ในขณะนี้นั้นเป็น เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดจากความแปลกทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริกมากเกินจนกระทั่งเกิดอาการแล้วก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆโดยเก๊าท์ นับเป็นโรคปวดข้อเรื้อรังที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง อาจพบได้ประมาณ 2-4 คน ใน 1,000 คน จัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยอายุ 40-60 ปี จะพบโรคนี้ได้ราวๆ 2% รวมทั้งอายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบได้ราวๆ 4% ยิ่งแก่ขึ้นจังหวะที่จะเป็นโรคนี้ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆตามไปด้วย และพบได้ในผู้ชายมากกว่าหญิงราว 9-10 เท่า ส่วนที่เจอในเพศหญิงชอบเป็นผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว โดยปกติมักกำเนิดกับข้อเพียงแต่ข้อเดียว ในบางครั้งอาจเกิดกับหลายข้อได้พร้อมเพียงกันก็ได้ โรคเกาต์ ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้มากในประเทศไทยซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิด 4.3 คนต่อพลเมืองไทย 100,000 คน
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์มีสาเหตุจากภาวการณ์กรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นสภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น (มีค่ามากกว่า 6 – 7 มิลลิกรัม/ดล.) ก่อให้เกิดการสะสมผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate) ในน้ำไขข้อแล้วก็เนื้อเยื่อต่างๆดังเช่นว่า  ข้อก็จะ ทำให้มีการเกิดข้ออักเสบ  ไตก็จะทำให้เกิดนิ่วในไตแล้วก็แล้วก็ไตวาย เป็นต้น
                ซึ่งกรดยูริกเป็นสารเคมีในเลือดที่ได้มาจากการเสื่อมสลายสารพิวรีน (Purines) ในเยื่อทั่วร่างกายแล้วก็ของกินที่กินเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางเยี่ยวและก็อุจจาระ เมื่อมีจำนวนกรดยูริกเยอะขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง ดังเช่น ของกินพวกเครื่องในสัตว์ ถั่วเม็ดแห้ง อื่นๆอีกมากมาย หรือไตมีความผิดปกติสำหรับเพื่อการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวการณ์กรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย
                ส่วนต้นเหตุของกรดยูริกในเลือดสูง เพราะว่าร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าจำนวนที่ขับถ่าย และจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกปกติแต่ปริมาณที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกายน้อยกว่า ส่วนเหตุอีกประการ คือ  ทางพันธุกรรมจากการขาดเอนไซม์บางตัวหรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเกินความจำเป็น และก็ประการท้ายที่สุดเป็นผลมาจากโรคบางชนิดที่สร้างกรดยูริกเกิน เช่น โรคทาลัสซีเมีย (โรคพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไม่ดีเหมือนปกติและก็แตกสลายง่าย) โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว การใช้ยาเคมีบำบัดรักษา หรือฉายรังสีในคนป่วยมะเร็ง บางรายอาจเกิดจากไตขับกรดยูริกได้ลดลง (อย่างเช่น ภาวการณ์ไตวาย) หรือเกิดจากผลกระทบของยา ยกตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยวกรุ๊ปไทอาไซด์ และก็จากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม ตัวอย่างเช่น เหล้า เบียร์สด ไวน์  การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการหากมิได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบโรคเกาต์กระทันหัน ผู้ชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี ผู้หญิงเริ่มเป็นอายุ 55 ปี
ลักษณะโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์มีลักษณะเจาะจงมาก กล่าวคือ มีลักษณะอักเสบของข้อเกิดขึ้นรวดเร็วแล้วก็รุนแรงมากคล้ายๆกับมีฝีเกิดขึ้นที่บริเวณข้อ ซึ่งมีลักษณะปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที     หากเป็นการปวดทีแรกชอบเป็นเพียงข้อเดียว โดยข้อที่พบได้ทั่วไป อย่างเช่น นิ้วหัวแม่เท้า (ส่วนข้อเท้า ข้อหัวเข่า ก็บางทีอาจเจอในคนไข้บางราย) ข้อจะบวมแล้วก็เจ็บมากจนถึงเดิน    ไม่ไหว ผิวหนังในรอบๆนั้นจะตึง ร้อนรวมทั้งแดง และก็จะเจอลักษณะเจาะจงคือ ขณะที่อาการเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม ผิวหนังในรอบๆที่ปวดนั้นจะลอกแล้วก็คัน  คนเจ็บมักเริ่มมีอาการปวดช่วงกลางคืน และก็ชอบเป็นข้างหลังดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์ หรือหลังกินเลี้ยง หรือกินอาหารมากมายผิดปกติ หรือเดินสะดุด บางเวลาอาจมีอาการขณะมีภาวการณ์เครียดด้านจิตใจ เป็นโรคติดโรค หรือได้รับการผ่าตัดด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น บางครั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น ใจสั่น (ชีพจรเต้นเร็ว) เมื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ร่วมด้วย
สำหรับในการปวดข้อทีแรก ชอบเป็นอยู่เพียงแต่ไม่กี่วัน ถ้าเกิดผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลและรักษา ในระยะเริ่มต้นๆบางทีอาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ถัดมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆยกตัวอย่างเช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน ตราบจนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละบ่อย แล้วก็ระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อยได้แก่ เปลี่ยนเป็น 7-14 วัน กระทั่งนับเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดระยะเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (เป็นต้นว่า ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า) จนถึงเป็นแทบทุกข้อ
ในระยะที่มีข้ออักเสบหลายๆข้อ คนไข้มักดูได้ว่ามีปุ่มก้อนขึ้นรอบๆที่เคยอักเสบเป็นประจำรวมทั้งก้อนจะโตขึ้นเรื่อยเรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus / tophi) กระทั่งบางเวลาบางทีอาจแตกออกมีสารขาวๆคล้ายแป้งดินสอพองหรือยาสีฟันไหลออกมา แผลที่แตกออกจะหายช้ามากมาย และจะเป็นแผลเป็น ถัดไปข้อต่างๆจะผิดแบบแล้วก็ใช้งานไม่ได้ในที่สุด
จากอาการที่เริ่มมีข้ออักเสบหนึ่งข้อจนกระทั่งหลายๆข้อ และมีปุ่มก้อนมักใช้เวลา 5-20 ปี สุดแต่ความร้ายแรง สำหรับคนไทยพบว่าบางบุคคลเพียงแต่ 2-3 ปี แค่นั้นจะเริ่มมีปุ่มก้อนและมีลักษณะไตวายได้ โดยเหตุนี้โรคเก๊าท์ในคนประเทศไทยก็เลยมีความรุนแรงมากยิ่งกว่าชาวต่างประเทศมากแม้ว่ามิได้สุขสบายกว่าเขาเลยประมาณร้อยละ 25 ของผู้เจ็บป่วยโรคเก๊าท์จะมีนิ่วของทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ซึ่งครึ่งเดียวจะมีประวัติของนิ่งก่อนอาการข้ออักเสบ ดังนั้นคนไข้ที่มีนิ่วของฟุตบาทฉี่จำเป็นจะต้องเช็คกรดยูริคทุกราย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคเก๊าท์

  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของคนไข้โรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวป่วยหนัก
  • โรคประจำตัวหรือสภาพการณ์ของร่างกายบางสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น สภาวะอ้วน โรคความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดไม่ดีเหมือนปกติ ไตปฏิบัติงานผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความแตกต่างจากปกติของไขกระดูก โรคหลอดเลือดไม่ดีเหมือนปกติ
  • มีสาเหตุมาจากเพศ เนื่องจากเจอโรคนี้ได้ในเพศชายมากกว่าสตรี
  • การรับประทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินไป เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
  • การกินน้ำอัดลมเกินปริมาณที่พอดิบพอดีต่อวัน ซึ่งมีการเรียนพบว่าการกินน้ำอัดลมจำพวกที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% นอกนั้นยังรวมไปถึงผลไม้และก็น้ำผลไม้บางจำพวกที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มากมาย
  • เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการได้รับบาดเจ็บที่ข้อกระดูก การกระทบชนที่ข้อ
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางจำพวก อาจกระตุ้นให้อาการเกิดขึ้นอีกได้ เพราะยาบางประเภทมีผลทำให้ไตขับกรดยูริกออกทางเยี่ยวได้ลดน้อยลง อาทิเช่น แอสไพริน (Aspirin), ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ (Hydrochlorothiazide – HCTZ), ไซโคลสปอริน (Cyclosporin), เลโวโดปา (Levodopa) เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์สด ไวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบียร์สด เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการขับกรดยูริกออกทางไตหรือทางเยี่ยว หลังการดื่มก็เลยทำให้ไตขับกรดยูริกได้ลดน้อยลง กรดยูริกก็เลยคั่งอยู่ในเลือดสูงยิ่งกว่าธรรมดา


กรรมวิธีรักษาโรคเก๊าท์  การวิเคราะห์โรคเก๊าท์แพทย์จะมีการไต่ถามอาการ ประวัติการเป็นโรคเก๊าท์ของบุคคลในครอบครัว และก็การตรวจร่างกายทั่วไป โดยหมอจะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดง ซึ่งโรคเกาต์จะมีลักษณะสะดุดตาเป็นมีการอักเสบร้ายแรงของข้อหัวแม่ตีนเพียงแต่ ๑ ข้อ เกิดขึ้นกระทันหันหลังดื่มเบียร์สด หรือไวน์ กินเลี้ยง หรือทานอาหารที่มีกรดยูริกสูง ซึ่งคนเจ็บเป็นโรคเก๊าท์มักจะมีลักษณะปวดข้ออย่างเฉียบพลันคราวแรกพบได้มากที่ข้อเท้าหรือหัวแม่เท้า โดยมีลักษณะอาการบวมเมื่อลูบคลำดูเหมือนจะรู้สึกร้อน เวลากดเจ็บมากอาจมีอาการไข้เล็กน้อยถึงไข้สูงเป็นโดยประมาณ 3-7 วัน และก็ในบางรายบางทีอาจตรวจเจอตุ่มโทฟัส (Tophus) ร่วมด้วย  ส่วนการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ชัดแจ้ง จำเป็นต้องกระทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (ค่าธรรมดา 3-7 มก. ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) หากผลของการตรวจไม่ชัดแจ้ง บางทีอาจจำต้องกระทำการเจาะดูดน้ำจากข้อที่อักเสบไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ยิ่งกว่านั้น อาจจำต้องกระทำตรวจพิเศษอื่นๆเป็นต้นว่า การวิเคราะห์เลือด เมื่อการตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะข้อไม่สามารถที่จะทำได้ หมอบางครั้งก็อาจจะให้มีการเจาะเลือด เพื่อวัดระดับของกรดยูริกแล้วก็สารครีเอติเตียนนินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติไหม แม้กระนั้นวิธีการแบบนี้อาจกำเนิดความผิดพลาดได้ เช่น ผู้เจ็บป่วยบางรายมีระดับกรดยูริกสูงไม่ปกติ แต่บางทีอาจไม่เป็นโรคเก๊าท์ หรือบางรายที่มีอาการของโรคก็อาจตรวจพบระดับกรดยูริกได้ในระดับธรรมดา  การเจาะข้อ มักถูกใช้เป็นแนวทางหลักสำหรับในการตรวจวินิจฉัย แพทย์จะนำเข็มเจาะรอบๆข้อที่มีลักษณะ เพื่อดูดเอาน้ำในข้อออกมาตรวจสอบการสะสมของผลึกยูเรต (Urate Crystals) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์  การอัลตราซาวด์ จะช่วยตรวจเจอการสั่งสมของผลึกยูเรตตามข้อจนเป็นปุ่มนูนหรือก้อนที่เรียกว่า โทฟี่ (Tophi)  การเอกซเรย์ การถ่ายเอกซเรย์บริเวณข้อที่มีลักษณะ เพื่อตรวจทานว่าเกิดการอักเสบตามข้อหรือไม่  การตรวจฉี่ เพื่อดูก่อนดยูริกที่ปนเปในน้ำปัสสาวะ

โรคเกาต์เป็นโรคสุดที่รักษาง่าย รักษาหายขาดได้ เป็นไม่กลับมาเป็นข้ออักเสบอีก หากคนเจ็บทำตามคำแนะตำแล้วก็กินยาอย่างสม่ำเสมอ แนวทางรักษาโรคเก๊าท์จำเป็นต้องแบ่งเป็น 3 ใจความสำคัญ ดังนี้

  • การดูแลรักษาข้ออักเสบ ในระยะกระทันหัน แล้วก็เป็นนานไม่เกิน 48 ชั่วโมง อาจให้โคซิสิน (Colchicine) 2-3 เม็ดต่อวัน ข้อจะหายปวดเร็วมากข้างใน 2-3 วัน แล้วลดยาลงเหลือ 1 เม็ดต่อวัน ข้อดีของยาคือไม่กัดกระเพาะเป็นแผล ข้อด้อยคือบางทีอาจเกิดอาการท้องร่วงได้หากขนาดของยามากขึ้นไป ซึ่งถ้าหากมีอาการท้องเดินให้หยุดยานี้จนกว่าหายท้องร่วงแล้วเริ่มกินยาใหม่ในขนาดที่ลดน้อยลง


ยาอื่นๆที่ใช้ได้แต่ว่าทุกตัวจะมีฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหารมากบ้างน้อยบ้างสุดแต่บุคคล ก็เลยเหมาะสมกินหลังรับประทานอาหารเสมอ และก็บางทีอาจรับประทานร่วมกับยาอัลมาเจล (Almagel) หรือ อลั่มมิลค์ (Alum Milk) แม้กระนั้นจัดว่าเป็นยาออกจะไม่เป็นอันตราย ดังเช่นว่า ไอบลูโปรเฟน (Ibuprofen) , ไดวัวลพิแนค (diclofenac) , ท้องนาโปรเซน (Naproxen) , ซูลินแดค (Sulindac) , พงไพรรคิซิคาม (Prioxicam) , อินโดปัญญาซิน (Indemethacin) ฯลฯ โดยให้วันละ 3-4 เม็ดตราบจนกระทั่งอาการทุเลาจึงลดขนาดยาลงกระทั่งหยุดยาไปภายใน 4-7 วัน
ไม่ควรใช้ยากลุ่มฟีนิวบิวตาโซน (Phenybutazone) แล้วก็ออกสิเฟนบิวตาโซน (Oxyphenbutazone) เพราะว่าเสี่ยงกับการเกิดภาวะไขกระดูกไม่สร้างเลือด (Aplastic anemia) ได้โดยไม่จำเป็น เพราะเหตุว่ามียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า รวมทั้งใช้ได้ผลดีดังที่กล่าวถึงแล้ว แม้กระนั้นปรากฏว่าในตลาดประเทศไทยยากลุ่มนี้คุณยายดีเยี่ยม เพราะมักถูกจัดอยู่ในยาชุดแก้ปวดข้อแบบครบจักรวาล แถมปริมาณยาที่ผลิตนั้นมากกระทั่งอยู่ในขั้นที่อันตรายหมายถึงยาหนึ่งเม็ดมีขนาดพอๆกับยาสองเม็ดของเมืองนอก ก็เลยไม่น่าสงสัยเลยว่าเพราะอะไรประเทศเราก็เลยมีคนป่วยโรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดมากไม่น้อยเลยทีเดียวเช่นนี้
. การป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบอีก ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากเป็น วัวชิซิน วันละ 1-2 เม็ดตลอดไป สำหรับคนที่ข้ออักเสบหลายครั้งกระทั่งไม่อาจจะหาเลี้ยงชีพตามปกติได้ สำหรับคนที่นานๆจะมีข้ออักเสบสักครั้งให้พกยาเม็ดติดตัว เพียงพอรู้สึกว่าข้อเริ่มอักเสบให้รับประทานยาวัวชิสิน 1 เม็ดทันที รวมทั้งซ้ำได้วันละ 2-3 เม็ดเป็นเวลา 1-2 วัน ยานี้แม้กินแต่ว่าเนิ่นๆจะป้องกันไม่ให้กำเนิดข้ออักเสบร้ายแรงขึ้นแบบเต็มกำลังแล้วก็ทำให้หายปวดข้อได้เร็วมาก

  • การลดกรดยูริคให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อคุ้มครองป้องกันการตกผลึกของยูเรท และไปละลายผลึกยูเรทที่นอนก้นดังที่ต่างๆของร่างกายให้หายไปทีละเล็กทีละน้อยดังนั้นยาลดกรดยูริคควรต้องรับประทานติดต่อกันวันแล้ววันเล่าเป็นปีๆหรือชั่วชีวิต ดังนี้แล้วแต่ความรุนแรงของโรคเก๊าท์ ยาลดกรดยูริคมี 2 พวก คือ
  • พวกที่ทำให้มีการขับยูริคออกทางไตมากยิ่งขึ้น เหมาะกับผู้ที่ไตปกติและไม่มีนิ่วในไต ยาที่ใช้เป็น โปรเบเนซิด (Probenecid) 1-2 เม็ดต่อวัน การจัดยาต้องอาศัยตรวจระดับกรดยูริค ว่าลดน้อยลงมาอยู่ในขั้นน่าพึงพอใจไหม คนที่รับประทานยาประเภทนี้ควรจะกินน้ำมากๆประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน เพื่อคุ้มครองการเกิดนิ่วกรดยูริคในไต ยานี้มีราคาถูกกว่าและไม่มีอันตรายกว่ายากลุ่ม 2 แต่ห้ามใช้ในเป็นโรคไตวายหรือมีนิ่วในไต
  • พวกที่ตัดการผลิตของกรดยูริคภายในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น แอบโลพูรินอล (Allopurinol) 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน ยาตัวนี้ทำให้เป็นอันตรายเป็น กำเนิดตับอักเสบได้ แต่ที่พบบ่อยคือ เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขั้นผิวหนังเป็นผื่น, พุพอง, แดงลอกหมดทั่วตัว ซึ่งมีอัตราตายสูงมากมาย แนวทางป้องกันคือ ถ้าหากรับประทานยาแล้วรู้สึกมีอาการคันตามตัวโดยยังไม่มีผื่น หรือเริ่มมีผื่นแดง แต่ไม่รุนแรงจำเป็นต้องหยุดยาในทันที มิฉะนั้นจะแพ้ยาร้ายแรงขึ้นจนกระทั่งเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้นได้ ซึ่งแม้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลก็บางทีอาจแก้ไขไม่ทัน


คนเจ็บจำนวนมาก มักรู้ผิดว่าหายจากโรคแล้ว เมื่อไม่มีอาการปวดข้อ ก็มักจะหยุดกินยา และก็จะมาพบแพทย์เป็นครั้งคราว เฉพาะเวลามีลักษณะอาการข้ออักเสบ ความประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ มักทำให้ผู้เจ็บป่วยเปลี่ยนเป็นโรคเกาต์ชนิดเรื้อรัง แล้วก็เกิดภาวะเข้าแทรกต่างๆตามมาท้ายที่สุด ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคเกาต์ให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

  • หลบหลีกการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์สด พบว่าคนป่วยโรคเกาต์ที่ดื่มเบียร์สดเสี่ยงต่อการเกิดลักษณะของการปวดโรคเกาต์มากเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 2.5 เท่า เพราะว่าในเบียร์สดมีพิวรีนจำนวนมากสามารถกลายเป็นกรดยูริกได้
  • ลดการกินอาหารที่มีพิวรีนสูง ตามตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงจำนวนพิวรีนในอาหารที่กินได้ 100 กรัม
จากหนังสือ Normal and Therapcutic Nutrition ของ Gorinne H. Robinson 1072 จากการเรียนรู้จำนวนพิวรีนในอาหารประเภทต่างๆโภชนาการ 13:2522
การติดต่อของโรคเก๊าท์ เนื่องด้วยโรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจาก ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริก (uric acid) มากจนเกินไป หรือมีการขับกรดยูริกที่น้อยไม่ปกติของร่างกาย โดยเหตุนั้นโรคเก๊าท์ก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการ
ติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แม้กระนั้นโรคเก๊าท์ก็มีต้นสายปลายเหตุ จากความแตกต่างจากปกติทางจำพวกกรรม ด้วยเหตุนี้จึงเจอคนเจ็บที่มีปัจจัยโรคมาจากกรรมพันธุ์ได้ เหมือนกัน
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคเก๊าท์ คนไข้โรคเก๊าท์ควรจะปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วนอาจมีส่วน เพราะเหตุว่าช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำมากมายๆขั้นต่ำวันละ ๓ ลิตร ทุกวี่ทุกวัน เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กำเนิดนิ่วในไตเมื่อไม่เป็นโรคที่จำต้องจำกัดน้ำ
  • ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ซึ่งอาจส่งผลให้โรคเกาต์กำเริบได้
  • เลี่ยงของกินที่มีกรดยูริกสูง อาทิเช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีกทุกชนิด กะปิ น้ำสกัดจากเนื้อ ไข่แมงดา ผักหน่ออ่อน (ได้แก่ ถั่วงอก ยอดกระถิน ยอดแค สะเดา ชะอม หน่อไม้ แอสพารากัส ยอดผัก เป็นต้น) คนเจ็บจำต้องคอยสังเกตว่าอาหารอะไรที่ทำให้โรคกำเริบ ก็ควรหลบหลีก
  • ควรจะหลบหลีกการกินน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีความหวานมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโตส
  • หลบหลีกการใช้ยาที่อาจจะส่งผลให้โรคกำเริบเสิบสาน ตัวอย่างเช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอาไซด์
  • ถ้าเกิดอ้วน ควรจะลดน้ำหนักลงทีละเล็กทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ อาจก่อให้มีการเสื่อมสภาพของเซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้มีกรดยูริกสูง โรคเกาต์กำเริบเสิบสานได้
  • ถ้าพบมีตุ่มโทฟัสตามผิวหนัง ห้ามบีบแกะ หรือใช้เข็มเจาะให้แตก เพราะเหตุว่าอาจก่อให้เปลี่ยนเป็นแผลเรื้อรังได้
  • เมื่อมีลักษณะอาการปวดให้ใช้น้ำอุ่นจัดๆหรือใช้น้ำแข็งประคบตรงข้อที่ปวด ราวๆ 20 นาที และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักตรงข้อนั้นๆ
  • เมื่อลักษณะของการปวดดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ควรจะไปพบหมอที่โรงหมอเพื่อตรวจรับรองการวินิจฉัยและรับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องถัดไป
  • เมื่อแพทย์ตรวจเจอว่าเป็นโรคเก๊าท์ควรจะกินอาหารตามหมอสั่งให้ครบและไปตรวจตามนัดหมายโดยตลอด
การคุ้มครองตนเองจากโรคเก๊าท์

  • คนที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคโรคเกาต์ ควรจะตรวจค้นระดับของกรดยูริกในเลือดเป็นช่วงๆ
  • เมื่อมีลักษณะอาการผิดปกติของข้อเกิดขึ้น อย่างเช่น ปวดข้อกระทันหัน บวมแดง ร้อนที่ข้อ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
  • เลี่ยงการกินอาหารที่มีพิษพิวรีนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล เครื่องในสัตว์ และก็สัตว์ปีก
  • ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน (BMI)
  • เลี่ยงจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ หรือ น้ำอัดลมให้พอดี
  • บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/บรรเทาโรคเก๊าท์ การใช้สมุนไพรในคนเจ็บโรคเกาต์มีข้อมูลส่งเสริมค่อนข้างจะน้อย อาจเพราะเหตุว่าโรคนี้เกี่ยวกับหลายต้นสายปลายเหตุโดยยิ่งไปกว่านั้นหลักการทำงานของไต ซึ่งการใช้สมุนไพรไม่ได้เป็นการรักษาที่ปัจจัย แค่เพียงช่วยบรรเทาอาการแค่นั้น แต่ว่ามีข้อมูลของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ อเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวทางด้านสุขภาพที่ค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ มีผลงานศึกษาค้นคว้าวิจัยออกมาว่าสมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการโรคเก๊าท์เป็น

  • ขมิ้นชัน มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นเคอร์คิวไม่นมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขนาดทั่วไปที่เสนอแนะต่อวันเป็น 1.5-3.0 กรัม แม้รับประทานขมิ้นชันแคปซูล 500 มก. สามารถรับประทานได้วันละ 3-6 แคปซูล ซึ่งจะช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อและก็กระดูกที่มีอาการปวดของโรคเก๊าท์
  • โบรมีเลน (bromelain) เป็นเอนไซม์จากสับปะรด มีคุณลักษณะรลดอักเสบ ลดปวดโดยขนาดกินที่ชี้แนะคือ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบและก็ลักษณะของการปวดของโรคเก๊าท์ได้
  • ชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีการศึกษาเล่าเรียนในคนสุขภาพดีปริมาณ 30 รายโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ได้รับสารสกัดชาเขียว 2, 4, หรือ 6 กรัมต่อวัน พบว่าหลังจากผ่านไป 2 อาทิตย์ กลุ่มที่บริโภคสารสกัดชาเขียว 2 กรัมต่อวันสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้มากที่สุดเป็นจาก 4.81 ± 0.81 มิลลิกรัมต่อดล. เป็น 4.64 ± 0.92 มก.ต่อเดซิลิตร จึงมีการชี้แนะให้กินน้ำชาเขียวที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีนวันละ 2-4 ถ้วยชา


นอกเหนือจากนั้นยังมีสมุนไพรอื่นๆที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/ทุเลาลักษณะของโรคเก๊าท์ได้อีกเป็นต้นว่า เห็ดหลินจือ ช่วยฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิต้านทาน ลดการอักเสบของไต รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นให้กับระบบเวียนเลือด หญ้าใต้ใบ มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ สามารถขับกรดยูริคออกทางฉี่ได้ ไพรที่ชาวไทยรู้จักกันดีว่ามีคุณประโยชน์ในด้าน แก้อาการปวดปวดเมื่อยต่างๆบำรุงกำลัง และก็ยังมีผลการค้นคว้าวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รับรองสรรพคุณดังที่กล่าวมาแล้วด้วยหมายถึงแก้ปวดเมื่อย แก้กล้ามเนื้ออักเสบ เถาวัลย์เปรียง แก้ปวดเมื่อย แก้กล้ามเนื้ออักเสบ รักษาอาการข้อหัวเข่าเสื่อม เมื่อทานเถาวัลย์เปรียงทำให้เยี่ยวบ่อยซึ่งมีประโยชน์สำหรับในการช่วยขับกรดยูริคออกมาทางฉี่ได้อีกทางหนึ่ง หญ้าหนวดแมว สมุนไพรอย่างต้นหญ้าหนวดแมวที่มีสรรพคุณสำหรับในการขับกรดยูริค หญ้าหนวดแมว มีเกลือโปรแตสเซียม ช่วยสำหรับในการขับเยี่ยวแล้วก็ขยายหลอดไตให้กว้าง ช่วยขับกรดยูริคเนื่องมาจากหญ้าหนวดแมวทำให้เยี่ยวเป็นด่าง ผู้ที่รับประทายหญ้าหนวดแมว จะมีการขับกรดยูริคออกมาทางฉี่มากขึ้น รวมทั้งทำให้ฉี่เป็นด่าง ทำให้กรดยูริคนอนก้นน้อยลงด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.เล็ก ปริวิสุทธิ์.โรคเก๊าท์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่.49.คอลัมน์ โรคน่ารู้.พฤษภาคม.2526
  • นศภ.ปณิดา ไทยอ่อน.โรคเก๊าท์(gout) ดูแลอย่างไรดี.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.คลังข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Alcohol intake and risk of incident gout in men: a prospective study. Lancet. 2004;363:1277-81. http://www.disthai.com/
  • Neogi T. Gout. N Engl J Med 2011;364(5):443-52.
  • รศ.นพ.สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ.เกานต์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่346.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์.2551
  • เก๊าท์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคเกาต์ (Gout)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 823-826.
  • Neogi T, Chen C, Niu J, Chaisson C, Hunter DJ, Choi H, et al. Relation of temperature and humidity to the risk of recurrent gout attacks. Am J Epidemiol 2014;180:372-7.
  • สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์; 2555
  • Zhang Y, Chen C, Choi H, Chaisson C, Hunter D, Niu J, et al. Purine-rich foods intake and recurrent gout attacks. Ann Rheum Dis 2012;71:1448-53.
  • ผศ.นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์.โรคเกาต์.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Zhang Y, Woods R, Chaisson CE, Neogi T, Niu J, McAlindon TE, et al. Alcohol consumption as a trigger of recurrent gout attacks. Am J Med 2006;119:800 e13-8.